บทที่ 1 Parts of Speech
ภาษาอังกฤษประกอบขึ้นจากคำหลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดมีหน้าที่แตกต่างกัน การเข้าใจ Parts of Speech จะช่วยให้เรารู้ว่าคำใดทำหน้าที่เป็นคำนาม คำกริยา คำคุณศัพท์ คำกริยาวิเศษณ์ คำสรรพนาม คำบุพบท หรือคำสันธาน รวมถึงช่วยให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างประธานและกริยา เมื่อรู้หน้าที่ของคำแล้ว การอ่าน การแปล และการสร้างประโยคภาษาอังกฤษก็จะง่ายขึ้น
1.1 Noun (คำนาม)
Noun (คำนาม) คือ คำที่ใช้เรียกชื่อ คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ โดยมี 2 ประเภท
1. นามนับได้ ซึ่งมีทั้งรูปเอกพจน์ (ชิ้นเดียว) และพหูพจน์ (หลายชิ้น) เช่น student / students (นักเรียน) สำหรับคำนามนับได้ที่เป็นรูปเอกพจน์ สามารถใช้ a หรือ an นำหน้านามนั้นได้ เช่น a uniform, a house หลักสำคัญคือดูเสียงแรกของคำ ไม่ได้ดูเฉพาะตัวอักษรตัวแรก ถ้าคำเริ่มด้วยเสียงพยัญชนะใช้ a เช่น a uniform, a university แต่ถ้าคำเริ่มด้วยเสียงสระใช้ an เช่น an hour, an orange
2. นามนับไม่ได้ ไม่สามารถใช้ a, an นำหน้าได้ และห้ามทำเป็นพหูพจน์ (ห้ามเติม s, es) เช่น soap, chalk, paper, wood, rice, beef, meat, water, tea, coffee, sugar, bread, oil, milk, shampoo, butter, wine
1.2 Verb (คำกริยา)
Verb (คำกริยา) คือ คำที่ใช้แสดงอาการ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท
1. กริยาแท้ (main verb) เช่น walk, run, go โดยจะเปลี่ยนไปตามประธาน กล่าวคือ ถ้าประธานเป็นเอกพจน์ กริยาก็เป็นเอกพจน์ ถ้าประธานเป็นพหูพจน์ กริยาก็เป็นพหูพจน์ เช่น She speaks English. (ประธานเอกพจน์ V. จึงเติม s) They go to school. (ประธานพหูพจน์ V. ไม่เติม s)
2. กริยาช่วย (helping verb) เช่น be (is/am/are/was/were), can, could, may, might
1.3 Adjective (คำคุณศัพท์)
Adjective มีหน้าที่ขยายหรือเสริมรายละเอียดให้กับคำนาม เช่น beautiful (สวย) โดยตำแหน่งของ adjective จะอยู่หลัง Verb to be หรือ หน้าคำนาม เช่น She is a good student. (เธอเป็นนักเรียนดี) I am sad. ฉันเศร้า
1.4 Adverb (คำกริยาวิเศษณ์)
Adverb ทำหน้าที่ขยาย Verb, Adjective หรือ Adverb เช่น He walks quickly. (เขาเดินเร็ว) It is very good. (มันดีมาก) She speaks English very well. (เธอพูดภาษาอังกฤษได้ดีมาก)
1.5 Pronoun (คำสรรพนาม)
Pronoun (คำสรรพนาม) คือ คำที่ใช้เรียกแทนนาม เพื่อเลี่ยงการใช้คำนามซ้ำซ้อน โดยมีหน้าที่ต่าง ๆ ดังนี้
| ประธาน | กรรม | แสดงความเป็นเจ้าของ วางหน้าคำนาม | แสดงความเป็นเจ้าของ ไม่ต้องมีคำนามตามหลัง | สะท้อนตนเอง |
|---|---|---|---|---|
| I | me | my | mine | myself |
| you | you | your | yours | yourself |
| we | us | our | ours | ourselves |
| they | them | their | theirs | themselves |
| he | him | his | his | himself |
| she | her | her | hers | herself |
| it | it | its | its | itself |
1.6 ตัวอย่างการใช้ Pronoun
I am looking at her. (ฉันกำลังมองเธอ)
She is looking at me. (เธอกำลังมองฉัน)
This is my book. (นี่คือหนังสือของฉัน)
This book is mine. (หนังสือนี้เป็นของฉัน)
Take care of yourself. (ดูแลตัวเองนะ)
1.7 Preposition (คำบุพบท)
Preposition (คำบุพบท) ใช้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างคำ เช่น in, on, at นอกจากนี้ยังมีคำอื่น ๆ อีก เช่น under, between, among
พิจารณาการใช้คำเหล่านี้ในประโยค...
I live on Sukhumvit Road. (on ใช้กับชื่อถนนที่ไม่มีบ้านเลขที่)
I live at 14/1 Soi Sukhumvit 33 (at ใช้กับบ้านเลขที่)
They arrive at 6 o’clock. (at ใช้กับจุดเวลา)
Mary will come back on Thursday. (on ใช้กับวัน)
We will start our project in December. (in ใช้กับเดือนหรือปี ค.ศ.)
1.8 Conjunction (คำสันธาน)
Conjunction (คำสันธาน) ใช้เชื่อมคำ วลี หรือประโยคเข้าด้วยกัน เช่น
And ที่แปลว่า และ
But ที่แปลว่า แต่
Or ที่แปลว่า หรือ
1.9 Subject-Verb Agreement
Subject-Verb Agreement คือ ความสอดคล้องของประธานและกริยา ถ้าประธานเป็นเอกพจน์ กริยาก็ต้องเป็นเอกพจน์ ถ้าประธานเป็นพหูพจน์ กริยาก็ต้องเป็นพหูพจน์
สรุปการผันกริยาตามประธาน
I: am, was, do, have
you / we / they / ประธานพหูพจน์: are, were, do, have
he / she / it / ประธานเอกพจน์: กริยาเติม s, es; is; was; does; has
คำนามเอกพจน์ เช่น kilo, box, shoe, bench แต่คำนามบางคำแม้จะมี s ต่อท้าย ก็ถือว่าเป็นเอกพจน์เสมอ เช่น physics (ชื่อวิชา)
คำนามพหูพจน์ เช่น fish (มีรูปเดียวกันกับเอกพจน์), men (รูปพหูพจน์ของ man) และคำนามบางคำมีเพียงรูปพหูพจน์ที่มี s ต่อท้ายคำเสมอ เช่น glasses (แว่นตา)
คำนามนับไม่ได้ ถือเป็นเอกพจน์เสมอ ไม่ใช้ a/an นำหน้า เช่น information (ข้อมูล), news (ข่าว), advice (คำแนะนำ) และกริยาต้องเติม s เช่น Water boils at 100 Celsius.
คำนามบางคำเมื่อเป็นพหูพจน์ เปลี่ยนรูปไปจากเดิม เช่น child ⟶ children