GenX
GENX ENGLISH LAB● READY
FREE • NO LOGIN • ENGLISH LEARNING

เรียนภาษาอังกฤษกับ GenX English Lab

อ่านคู่มือภาษาอังกฤษ 5 บทแบบสรุปเข้าใจง่าย แล้วทดสอบความรู้ด้วยข้อสอบออนไลน์ 100 ข้อ ตรวจคะแนนทันทีและเปิดดูเฉลยพร้อมคำอธิบายได้ในหน้าเดียว

GENX ENGLISH TEST

พร้อมทดสอบความรู้แล้วหรือยัง?

ข้อสอบ 100 ข้อ ครอบคลุม Vocabulary & Usage, Grammar, Conversation และ Reading พร้อมระบบบันทึกคำตอบในเบราว์เซอร์

100 Questions Instant Score Answer Review

ใช้งานอย่างไร

01 อ่านคู่มือ02 ทำข้อสอบ03 ดูคะแนน04 ดูเฉลย

หน้านี้เปิดให้ใช้งานอิสระ ไม่ต้องสมัครสมาชิกและไม่ส่งคำตอบไปยังเซิร์ฟเวอร์ คะแนนและคำตอบที่บันทึกไว้ใช้เฉพาะในเบราว์เซอร์ของอุปกรณ์นี้

CHAPTER 01 / 05
GENX ENGLISH GUIDE

บทที่ 1 Parts of Speech

ภาษาอังกฤษประกอบขึ้นจากคำหลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดมีหน้าที่แตกต่างกัน การเข้าใจ Parts of Speech จะช่วยให้เรารู้ว่าคำใดทำหน้าที่เป็นคำนาม คำกริยา คำคุณศัพท์ คำกริยาวิเศษณ์ คำสรรพนาม คำบุพบท หรือคำสันธาน รวมถึงช่วยให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างประธานและกริยา เมื่อรู้หน้าที่ของคำแล้ว การอ่าน การแปล และการสร้างประโยคภาษาอังกฤษก็จะง่ายขึ้น

1.1 Noun (คำนาม)

Noun (คำนาม) คือ คำที่ใช้เรียกชื่อ คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ โดยมี 2 ประเภท

1. นามนับได้ ซึ่งมีทั้งรูปเอกพจน์ (ชิ้นเดียว) และพหูพจน์ (หลายชิ้น) เช่น student / students (นักเรียน) สำหรับคำนามนับได้ที่เป็นรูปเอกพจน์ สามารถใช้ a หรือ an นำหน้านามนั้นได้ เช่น a uniform, a house หลักสำคัญคือดูเสียงแรกของคำ ไม่ได้ดูเฉพาะตัวอักษรตัวแรก ถ้าคำเริ่มด้วยเสียงพยัญชนะใช้ a เช่น a uniform, a university แต่ถ้าคำเริ่มด้วยเสียงสระใช้ an เช่น an hour, an orange

2. นามนับไม่ได้ ไม่สามารถใช้ a, an นำหน้าได้ และห้ามทำเป็นพหูพจน์ (ห้ามเติม s, es) เช่น soap, chalk, paper, wood, rice, beef, meat, water, tea, coffee, sugar, bread, oil, milk, shampoo, butter, wine

1.2 Verb (คำกริยา)

Verb (คำกริยา) คือ คำที่ใช้แสดงอาการ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

1. กริยาแท้ (main verb) เช่น walk, run, go โดยจะเปลี่ยนไปตามประธาน กล่าวคือ ถ้าประธานเป็นเอกพจน์ กริยาก็เป็นเอกพจน์ ถ้าประธานเป็นพหูพจน์ กริยาก็เป็นพหูพจน์ เช่น She speaks English. (ประธานเอกพจน์ V. จึงเติม s) They go to school. (ประธานพหูพจน์ V. ไม่เติม s)

2. กริยาช่วย (helping verb) เช่น be (is/am/are/was/were), can, could, may, might

1.3 Adjective (คำคุณศัพท์)

Adjective มีหน้าที่ขยายหรือเสริมรายละเอียดให้กับคำนาม เช่น beautiful (สวย) โดยตำแหน่งของ adjective จะอยู่หลัง Verb to be หรือ หน้าคำนาม เช่น She is a good student. (เธอเป็นนักเรียนดี) I am sad. ฉันเศร้า

1.4 Adverb (คำกริยาวิเศษณ์)

Adverb ทำหน้าที่ขยาย Verb, Adjective หรือ Adverb เช่น He walks quickly. (เขาเดินเร็ว) It is very good. (มันดีมาก) She speaks English very well. (เธอพูดภาษาอังกฤษได้ดีมาก)

1.5 Pronoun (คำสรรพนาม)

Pronoun (คำสรรพนาม) คือ คำที่ใช้เรียกแทนนาม เพื่อเลี่ยงการใช้คำนามซ้ำซ้อน โดยมีหน้าที่ต่าง ๆ ดังนี้

ประธานกรรมแสดงความเป็นเจ้าของ วางหน้าคำนามแสดงความเป็นเจ้าของ ไม่ต้องมีคำนามตามหลังสะท้อนตนเอง
Imemyminemyself
youyouyouryoursyourself
weusouroursourselves
theythemtheirtheirsthemselves
hehimhishishimself
sheherherhersherself
itititsitsitself

1.6 ตัวอย่างการใช้ Pronoun

ตัวอย่างการใช้ pronoun ที่น่าสนใจ...

I am looking at her. (ฉันกำลังมองเธอ)

She is looking at me. (เธอกำลังมองฉัน)

This is my book. (นี่คือหนังสือของฉัน)

This book is mine. (หนังสือนี้เป็นของฉัน)

Take care of yourself. (ดูแลตัวเองนะ)

1.7 Preposition (คำบุพบท)

Preposition (คำบุพบท) ใช้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างคำ เช่น in, on, at นอกจากนี้ยังมีคำอื่น ๆ อีก เช่น under, between, among

พิจารณาการใช้คำเหล่านี้ในประโยค...

I live on Sukhumvit Road. (on ใช้กับชื่อถนนที่ไม่มีบ้านเลขที่)

I live at 14/1 Soi Sukhumvit 33 (at ใช้กับบ้านเลขที่)

They arrive at 6 o’clock. (at ใช้กับจุดเวลา)

Mary will come back on Thursday. (on ใช้กับวัน)

We will start our project in December. (in ใช้กับเดือนหรือปี ค.ศ.)

1.8 Conjunction (คำสันธาน)

Conjunction (คำสันธาน) ใช้เชื่อมคำ วลี หรือประโยคเข้าด้วยกัน เช่น

And ที่แปลว่า และ

But ที่แปลว่า แต่

Or ที่แปลว่า หรือ

1.9 Subject-Verb Agreement

Subject-Verb Agreement คือ ความสอดคล้องของประธานและกริยา ถ้าประธานเป็นเอกพจน์ กริยาก็ต้องเป็นเอกพจน์ ถ้าประธานเป็นพหูพจน์ กริยาก็ต้องเป็นพหูพจน์

สรุปการผันกริยาตามประธาน

I: am, was, do, have

you / we / they / ประธานพหูพจน์: are, were, do, have

he / she / it / ประธานเอกพจน์: กริยาเติม s, es; is; was; does; has

คำนามเอกพจน์ เช่น kilo, box, shoe, bench แต่คำนามบางคำแม้จะมี s ต่อท้าย ก็ถือว่าเป็นเอกพจน์เสมอ เช่น physics (ชื่อวิชา)

คำนามพหูพจน์ เช่น fish (มีรูปเดียวกันกับเอกพจน์), men (รูปพหูพจน์ของ man) และคำนามบางคำมีเพียงรูปพหูพจน์ที่มี s ต่อท้ายคำเสมอ เช่น glasses (แว่นตา)

คำนามนับไม่ได้ ถือเป็นเอกพจน์เสมอ ไม่ใช้ a/an นำหน้า เช่น information (ข้อมูล), news (ข่าว), advice (คำแนะนำ) และกริยาต้องเติม s เช่น Water boils at 100 Celsius.

คำนามบางคำเมื่อเป็นพหูพจน์ เปลี่ยนรูปไปจากเดิม เช่น child ⟶ children

CHAPTER 02 / 05
GENX ENGLISH GUIDE

บทที่ 2 Tense

Tense เป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยบอกว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อใด ไม่ว่าจะเป็นปัจจุบัน อดีต หรืออนาคต การเรียน Tense ควรจดจำทั้งโครงสร้างของประโยค รูปของคำกริยา กริยาช่วย และ keyword คำบอกเวลา เมื่อเข้าใจหลักเหล่านี้แล้ว เราจะสามารถเลือกใช้ Tense ได้เหมาะกับเหตุการณ์ และสร้างประโยคบอกเล่า คำถาม และปฏิเสธได้ง่ายขึ้น

2.1 Present Simple Tense

Present Simple Tense คือ ปัจจุบัน verb ปกติ โดยประธานเอกพจน์บุรุษที่ 3 เช่น he, she, it กริยาเติม s, es ส่วนประธาน I, you, we, they และประธานพหูพจน์ใช้กริยารูปปกติ

โครงสร้าง : S + V.1
ตัวอย่าง

She always drinks water.

เธอดื่มน้ำเสมอ ๆ

keyword คำบอกเวลา เช่น always (เสมอ ๆ), usually (ปกติ), often (บ่อย ๆ), sometimes (บางครั้ง), seldom (นาน ๆ ครั้ง), hardly (แทบจะไม่), never (ไม่เคย)

2.2 Past Simple Tense

Past Simple Tense คือ อดีต verb ช่อง 2/เติม ed

โครงสร้าง : S + V.2
ตัวอย่าง

She went to school yesterday.

เธอไปโรงเรียนเมื่อวานนี้

keyword คำบอกเวลา เช่น yesterday (เมื่อวาน), last week (สัปดาห์ที่แล้ว), ago (ที่แล้ว)

2.3 Future Simple Tense

2.3.1 Future Simple with will

Future Simple Tense คือ อนาคต จะใช้ will หลัง will เป็น verb ช่อง 1 เสมอ

โครงสร้าง : S + will + V.1
ตัวอย่าง

He will arrive tomorrow.

เขาจะมาถึงในวันพรุ่งนี้

keyword คำบอกเวลา เช่น tomorrow (พรุ่งนี้), next year (ปีถัดไป), soon (เร็ว ๆ นี้)

2.3.2 Be going to

โครงสร้าง : S + is/am/are + going to + V.1
ตัวอย่างการใช้บอกอนาคตที่วางแผนไว้ หรือมีเหตุผล/หลักฐานในปัจจุบันที่ทำให้คาดว่าจะเกิดขึ้น

I am going to see the doctor tomorrow.

ฉันจะไปหาหมอพรุ่งนี้

2.4 Present Continuous Tense

Present Continuous Tense คือ ปัจจุบันที่กำลังทำ มีกริยาช่วย is/am/are ใช้ verb เติม ing

โครงสร้าง : S + is/am/are + V.ing
ตัวอย่าง

He is painting the garage at the moment.

เขากำลังทาสีโรงรถในขณะนี้

keyword คำบอกเวลา เช่น now (ตอนนี้), at the moment (ขณะนี้), these days (ทุกวันนี้)

2.5 Present Perfect Tense

Present Perfect Tense คือ อดีตที่ต่อเนื่องถึงปัจจุบัน ใช้ have/has มี verb ช่อง 3 นอกจากนี้ยังใช้กล่าวถึงประสบการณ์ หรือเหตุการณ์ในอดีตที่ยังมีความเกี่ยวข้องกับปัจจุบัน

โครงสร้าง : S + have/has + V.3
ตัวอย่าง

I have watched television for 3 hours.

ฉันดูโทรทัศน์เป็นเวลา 3 ชั่วโมงแล้ว

keyword คำบอกเวลา เช่น just (เพิ่งจะ), yet (ยัง), already (แล้ว), since (ตั้งแต่), for (เป็นเวลา)

2.6 Past Perfect Tense

Past Perfect Tense คือ อดีตที่จบลง มี had และ verb ช่อง 3 ซึ่งใช้คู่กับ Past Simple โดยที่ Past Perfect จะเกิดก่อน Past Simple

โครงสร้าง : S + had + V.3
ตัวอย่าง

I went to bed after I had brushed my teeth.

ฉันเข้านอนหลังแปรงฟันแล้ว

keyword คำบอกเวลา เช่น before (ก่อน), after (หลัง)

2.7 Past Continuous Tense

Past Continuous Tense คือ อดีตที่กำลังเกิด มี was/were และ verb เติม ing หรือใช้คู่กับ Past Simple โดยที่ Past Continuous กำลังเกิด Past Simple เข้ามาแทรก

โครงสร้าง : S + was/were + V.ing
ตัวอย่าง

I was driving home at 5 p.m. yesterday.

ฉันกำลังขับรถกลับบ้านตอน 5 โมงเย็น เมื่อวานนี้

The weather changed suddenly while we were leaving the island.

อากาศเปลี่ยนแปลงทันทีในขณะที่พวกเรากำลังออกจากเกาะ

keyword คำบอกเวลา เช่น while (ในขณะที่), when (เมื่อ)

2.8 การสร้างประโยคคำถามและปฏิเสธ

การสร้างประโยคคำถามและปฏิเสธ ถ้ามีกริยาช่วยให้สลับวางไว้หน้าเมื่อทำเป็นคำถาม หลังใช้กริยาช่วยแล้ว verb ต้องไม่ผันตามประธาน เติม not หลังกริยาช่วยเมื่อทำเป็นปฏิเสธ ถ้าไม่มีกริยาช่วย เอา verb to do ใช้แทน

ตัวอย่าง

You can speak Thai. Can you speak Thai?

She is sleeping now. Is she sleeping now?

He eats rice everyday. Does he eat rice everyday?

You can speak Thai. You can not speak Thai.

She is sleeping now. She is not sleeping now.

He eats rice everyday. He does not eat rice everyday.

CHAPTER 03 / 05
GENX ENGLISH GUIDE

บทที่ 3 Basic Grammar

เมื่อเข้าใจชนิดของคำและ Tense แล้ว ขั้นต่อมาคือการนำพื้นฐานเหล่านั้นมาใช้กับโครงสร้างไวยากรณ์ที่พบได้บ่อย บทนี้รวบรวมหลักสำคัญ ได้แก่ Passive Voice การเปรียบเทียบ If Clause และ Relative Pronoun ซึ่งเป็นหัวข้อที่ใช้ทั้งในการสื่อสาร การอ่าน และการทำข้อสอบ การเข้าใจโครงสร้างเหล่านี้จะช่วยให้เราวิเคราะห์ประโยคและเลือกใช้ภาษาอังกฤษได้แม่นยำขึ้น

3.1 Passive Voice

Passive Voice คือ ประโยคแบบประธานถูกกระทำ

โครงสร้าง : V. to be + V.3

Verb to be จะผันตามประธานและ Tense

ตัวอย่าง

These letters were written by me.

จดหมายเหล่านี้ถูกเขียนโดยฉัน

This room is cleaned every day.

ห้องนี้ถูกทำความสะอาดทุกวัน

The house was built in 1997.

บ้านถูกสร้างในปี 1997

3.2 Comparison

Comparison คือ การเปรียบเทียบลำดับขั้น

ขั้นเท่า (Positive) ใช้คำว่า as…as เช่น I am as strong as you. (ฉันแข็งแรงเท่าคุณ)

ขั้นกว่า (Comparative) เติม er ท้ายคำที่นำมาใช้เปรียบเทียบ แล้วตามด้วย than เช่น He speaks louder than me. (เขาพูดเสียงดังกว่าฉัน)

ขั้นสุด (Superlative) ใช้ the นำหน้าคำ และเติม est ที่ท้ายคำนั้น เช่น I am the youngest in my family. (ฉันอายุน้อยที่สุดในครอบครัว)

คำหลายคำที่มีตั้งแต่ 2 พยางค์ขึ้นไป เมื่อเปรียบเทียบขั้นกว่ามักใช้ more นำหน้า และขั้นสุดมักใช้ the most นำหน้า แต่มีข้อยกเว้นบางคำ โดยเฉพาะคำ 2 พยางค์บางคำที่สามารถเติม er, est ได้ เช่น happy → happier → happiest ส่วนขั้นเท่ายังคงใช้ as…as เช่น

I am as beautiful as you. (ฉันสวยเท่าคุณ)

I am more beautiful than you. (ฉันสวยกว่าคุณ)

I am the most beautiful girl. (ฉันเป็นผู้หญิงสวยที่สุด)

มีตัวอย่างคำสำคัญที่ต้องจดจำไว้

ขั้นเท่าขั้นกว่าขั้นสุด
good/wellbetterbest
bad/badlyworseworst
much/manymoremost
littlelessleast
farfurther/fartherfurthest/farthest

3.3 If Clause

If Clause คือ ประโยคเงื่อนไข โครงสร้างมี 3 สูตร ดังนี้

1. If Present Simple + Future Simple

2. If Past Simple + would + V.1

3. If Past Perfect + would have + V.3

ตัวอย่าง

If you study hard, you will pass the exam.

ถ้าคุณเรียนหนัก คุณจะสอบผ่าน

If I had a car, I would lend it to you.

ถ้าฉันมีรถ ฉันจะให้คุณยืม

If I had known the information, I would have applied for this job.

ถ้าฉันรู้ข้อมูล ฉันก็สมัครงานนี้แล้ว

3.4 Relative Pronoun

Relative Pronoun คือ สรรพนามที่ใช้เชื่อมความระหว่างคำนามกับประโยคที่เป็นส่วนขยาย โดยมีคำที่ใช้ คือ who/whom, which/that และ whose ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

who/whom (who ใช้กับคนที่ทำหน้าที่ประธาน whom ใช้กับคนที่ทำหน้าที่กรรม)

which/that (ใช้กับสัตว์และสิ่งของ)

whose (แสดงความเป็นเจ้าของของคน)

หมายเหตุ: ในการใช้จริง that สามารถใช้แทนคนได้ในบางโครงสร้าง โดยเฉพาะ restrictive relative clause และ whose สามารถใช้แสดงความเป็นเจ้าของของสิ่งของหรือองค์กรได้เช่นกัน

ตัวอย่าง

I have a roommate who spent three years studying French in France.

ฉันมีเพื่อนร่วมห้องผู้ซึ่งใช้เวลาสามปีในการเรียนภาษาฝรั่งเศสในประเทศฝรั่งเศส

I have a roommate whom I can trust and depend on.

ฉันมีเพื่อนร่วมห้องซึ่งฉันสามารถไว้ใจและพึ่งพาได้

I don’t like tables which are made of wood.

ฉันไม่ชอบโต๊ะที่ทำด้วยไม้

That is the man whose car was stolen.

นั่นคือชายผู้ซึ่งรถยนต์ของเขาถูกขโมย

CHAPTER 04 / 05
GENX ENGLISH GUIDE

บทที่ 4 Conversation

บทนี้รวบรวมประโยคสนทนาที่ใช้บ่อยในชีวิตประจำวัน โดยจัดเป็นหมวดหมู่ตามสถานการณ์และเพิ่มสำนวนที่เป็นธรรมชาติในปัจจุบัน เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถเลือกใช้ประโยคได้เหมาะกับสถานการณ์ และนำไปประยุกต์ใช้ในการสื่อสารจริงได้ง่ายขึ้น

4.1 Greetings and Small Talk — การทักทายและถามสารทุกข์สุกดิบ

How are you doing? คุณเป็นอย่างไรบ้าง

How are you? คุณสบายดีไหม

Pretty good. ค่อนข้างดีเลย

Not so good. ไม่ดีมากหรอก

How have you been? ช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง

I’m doing well, thanks. ฉันสบายดี ขอบคุณ

What’s up? เป็นอย่างไรบ้าง / มีอะไรใหม่ไหม (ใช้แบบไม่เป็นทางการ)

Not much. ไม่มีอะไรมาก / เรื่อย ๆ

4.2 Introducing Yourself and Others — การแนะนำตัวและแนะนำผู้อื่น

How do you do? ยินดีที่ได้รู้จัก (ใช้ทักทายอย่างเป็นทางการเมื่อพบกันครั้งแรก ปัจจุบันพบไม่บ่อยในบทสนทนาทั่วไป และมักใช้ในบริบทที่เป็นทางการมากกว่า)

May I introduce myself? My name is… ฉันขอแนะนำตัวเอง ฉันชื่อ...

I’d like to introduce… ฉันขอแนะนำ...ให้คุณรู้จัก

Nice to meet you. ยินดีที่ได้พบคุณ

It’s nice to meet you, too. ยินดีที่ได้พบคุณเช่นกัน

Let me introduce you to… ขอแนะนำให้คุณรู้จักกับ...

4.3 Saying Goodbye — การกล่าวลา

I have to go now. ฉันต้องไปแล้ว

Goodbye. ลาก่อน

See you. แล้วพบกัน

See you later. ไว้เจอกันใหม่นะ

Take care. ดูแลตัวเองด้วยนะ

See you soon. แล้วพบกันเร็ว ๆ นี้

Have a good day. ขอให้เป็นวันที่ดี

4.4 Thanking and Responding — การขอบคุณและตอบรับ

Thank you. ขอบคุณ

Thank you very much. ขอบคุณมาก

You’re welcome. ด้วยความยินดี

With pleasure. ด้วยความยินดี

My pleasure. ด้วยความยินดี

Not at all. ไม่เป็นไร

Don’t mention it. ไม่เป็นไร / ไม่ต้องพูดถึงก็ได้

Any time. ยินดีเสมอ

No problem. ไม่มีปัญหา

I really appreciate it. ฉันซาบซึ้งมาก / ขอบคุณจริง ๆ

4.5 Asking for Clarification and Apologizing — ขอให้พูดซ้ำและการขอโทษ

Pardon me, what did you say? ขอโทษ คุณพูดว่าอะไรนะ

May I beg your pardon? ขอโทษ กรุณาพูดใหม่อีกครั้ง

Could you say that again, please? กรุณาพูดอีกครั้งได้ไหม

Sorry, I didn’t catch that. ขอโทษ ฉันฟังไม่ทัน

Forgive me. ยกโทษให้ฉันเถอะ

I’m sorry. ฉันขอโทษ

That’s all right. ไม่เป็นไร

4.6 Asking for Help — การขอความช่วยเหลือ

Can you help me? คุณช่วยฉันหน่อยได้ไหม

Could you give me a hand? คุณช่วยฉันหน่อยได้ไหม

Yes, of course. ได้เลย

Certainly. ได้เลย

Could you help me with this, please? ช่วยฉันเรื่องนี้หน่อยได้ไหม

Would you mind helping me? คุณจะรังเกียจไหมถ้าจะช่วยฉัน

4.7 Telephone and Online Communication — โทรศัพท์และการสื่อสาร

May I speak to…, please? ขอพูดกับ...ได้ไหม

Please hold the line. โปรดรอสาย

Hold on, please. โปรดรอสักครู่

Just a moment, please. โปรดรอสักครู่

May I take a message? ฝากข้อความไว้ไหม

I will call back later. ฉันจะโทรกลับมาใหม่

Could you send me the details by message? ส่งรายละเอียดมาให้ฉันทางข้อความได้ไหม

I’ll get back to you soon. ฉันจะติดต่อกลับเร็ว ๆ นี้

4.8 At a Restaurant — ที่ร้านอาหาร

What would you like to order? คุณอยากสั่งอาหารอะไร

I’d like to make a reservation. ฉันต้องการจองโต๊ะ

Enjoy your meal! ทานให้อร่อยนะ

Could I see the menu, please? ขอดูเมนูได้ไหม

I’d like this one, please. ฉันเอาอันนี้

Could we have the bill, please? ขอเช็กบิลได้ไหม

4.9 Shopping and Prices — การซื้อของและถามราคา

How much is it? ราคาเท่าไหร่

How much does it cost? ราคาเท่าไหร่

It is too expensive. มันราคาแพงเกินไป

Do you have this in another size? มีไซซ์อื่นไหม

Can I pay by card? จ่ายด้วยบัตรได้ไหม

Is there any discount? มีส่วนลดไหม

4.10 Wishes and Congratulations — การอวยพรและแสดงความยินดี

Have a good time! ขอให้สนุกนะ

Have a nice trip! เดินทางปลอดภัยนะ

Congratulations! ยินดีด้วย

I wish you luck. โชคดีนะ

All the best. ขอให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี

Good luck with your exam. ขอให้โชคดีกับการสอบ

CHAPTER 05 / 05
GENX ENGLISH GUIDE

บทที่ 5 Reading

การอ่านจับใจความเป็นทักษะสำคัญในการทำข้อสอบภาษาอังกฤษ ผู้ทำข้อสอบควรแยกให้ออกว่าคำถามกำลังถามคำศัพท์ การอ้างอิง รายละเอียด ใจความสำคัญ ชื่อเรื่อง วัตถุประสงค์ หรือการอนุมานจากข้อความ

5.1 Vocabulary Questions — คำถามคำศัพท์

คำถามรูปแบบนี้ถามความหมายของคำจากบริบท ไม่ควรดูคำศัพท์เพียงคำเดียว แต่ควรอ่านประโยคก่อนหน้าและหลังคำนั้นประกอบ

What is the meaning of the word “..........”?

The word “..........” means…

เทคนิค: ลองแทนความหมายของแต่ละตัวเลือกลงในประโยค แล้วเลือกคำที่ทำให้ใจความของประโยคยังสมเหตุสมผลที่สุด

5.2 Reference Questions — คำถามการอ้างอิง

คำถามรูปแบบนี้ถามว่าคำสรรพนามหรือคำที่ขีดเส้นใต้หมายถึงสิ่งใดในข้อความ

What does “..........” refer to?

The underlined word “..........” refers to…

What does “..........” in line “..........” refer to?

เทคนิค: มองย้อนกลับไปหาคำนามที่อยู่ก่อนหน้าและตรวจว่าความหมาย เพศ จำนวน และบริบทสอดคล้องกันหรือไม่

5.3 Detail Questions — คำถามรายละเอียด

What statement is TRUE / FALSE / NOT TRUE?

ประโยคใดต่อไปนี้เป็นจริง / เท็จ / ไม่จริง

All of the following statements are true except…?

ประโยคต่อไปนี้เป็นจริงทุกประโยค ยกเว้น... ให้หาประโยคที่เป็นเท็จ

เทคนิค: หาคำสำคัญในคำถามแล้วใช้การกวาดสายตาหาข้อมูลส่วนเดียวกันในบทความ อย่าตอบจากความรู้ส่วนตัวถ้าบทความไม่ได้กล่าวไว้

5.4 Main Idea Questions — คำถามใจความสำคัญ

What is the passage mainly about?

The main idea of the passage is…

What is the main idea of the passage?

เทคนิค: มองหาประเด็นที่ครอบคลุมทั้งบทความ ไม่เลือกตัวเลือกที่แคบเกินไปหรือกล่าวถึงเพียงรายละเอียดหนึ่งย่อหน้า

5.5 Title and Topic Questions — คำถามชื่อเรื่องและหัวข้อ

What is the best title of the passage?

What is the topic of the passage?

เทคนิค: Title ควรสั้นและครอบคลุม ส่วน Topic คือเรื่องที่บทความกล่าวถึงโดยรวม

5.6 Purpose, Tone and Attitude — วัตถุประสงค์ น้ำเสียง และทัศนคติ

What is the purpose of the passage?

What is the tone / attitude of the writer / passage?

Purpose ที่พบบ่อย ได้แก่ to inform ให้ข้อมูล, to explain อธิบาย, to persuade โน้มน้าว, to warn เตือน, to entertain ให้ความบันเทิง

Tone ต้องพิจารณาจากการเลือกคำและท่าทีของผู้เขียน เช่น positive, negative, neutral, concerned, critical หรือ optimistic

5.7 Inference Questions — คำถามการอนุมาน

Inference คือคำตอบที่บทความไม่ได้บอกตรง ๆ แต่สามารถสรุปได้จากหลักฐานในข้อความ

คำถามที่พบบ่อย เช่น What can be inferred from the passage? หรือ It can be inferred that…

เทคนิค: คำตอบต้องมีหลักฐานรองรับจากบทความ หลีกเลี่ยงตัวเลือกที่ดูเป็นไปได้ในชีวิตจริงแต่ไม่มีข้อมูลสนับสนุนในข้อความ

5.8 Skimming — อ่านเร็วเพื่อจับภาพรวม

อ่านชื่อเรื่อง ประโยคแรกและประโยคท้ายของย่อหน้า รวมถึงคำที่ปรากฏซ้ำ เพื่อหาว่าบทความกำลังกล่าวถึงเรื่องใด

Skimming เหมาะกับคำถาม Main Idea, Topic, Title และ Purpose

5.9 Scanning — กวาดหาข้อมูลเฉพาะ

ใช้สายตามองหาชื่อบุคคล ตัวเลข วันที่ สถานที่ คำศัพท์ หรือ keyword จากคำถามโดยไม่จำเป็นต้องอ่านทุกคำ

Scanning เหมาะกับคำถาม Detail และ Reference

5.10 ขั้นตอนทำ Reading แบบเป็นระบบ

1. อ่านคำถามอย่างรวดเร็วเพื่อรู้ว่าต้องหาอะไร

2. ขีดหรือจำ keyword สำคัญในคำถาม

3. Skim บทความเพื่อจับหัวข้อและโครงเรื่อง

4. Scan กลับไปยังตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับแต่ละคำถาม

5. อ่านบริบทก่อนและหลังจุดที่พบข้อมูล

6. ตัดตัวเลือกที่ขัดกับข้อความ ชัดเจนเกินจริง หรือไม่เกี่ยวข้อง

7. หากลังเล ให้เลือกคำตอบที่มีหลักฐานจากบทความรองรับมากที่สุด

5.11 เทคนิคตัดตัวเลือก

ระวังตัวเลือกที่ใช้คำสุดโต่ง เช่น always, never, all, only เมื่อบทความไม่ได้ยืนยันชัดเจน

ระวังตัวเลือกที่ยกคำจากบทความมาบางส่วนแต่เปลี่ยนความสัมพันธ์ของเหตุและผล

ระวังตัวเลือกที่เป็นความจริงทั่วไป แต่ไม่ได้ตอบคำถามจากบทความ

เปรียบเทียบตัวเลือกที่เหลือกับประโยคจริงใน passage ก่อนตัดสินใจ

EXAM
GENX ENGLISH TEST

English Test • 100 Questions

QUESTION 1 / 100ตอบแล้ว 0 / 100
QUESTION 01

RESULT
GENX ENGLISH TEST RESULT

ผลการทดสอบ

0/ 100
ANSWER REVIEW
ANSWER & EXPLANATION

ดูเฉลยทีละข้อ

EXPLANATION